ดาวในกรุงเทพฯไม่เหมือนดาวที่ต่างจังหวัด …. ดาวทะเลก็ไม่เหมือนดาวที่ภูเขาเช่นกัน
เคยสังเกตไหมว่า ..ดาวในกรุงเทพฯ มักจะสว่างน้อยกว่าดาวที่ต่างจังหวัด หรือบางทีก็แถบจะไม่เห็นดาวในกรุงเทพฯเลยสักดวง … โดยเฉพาะยิ่งช่วงเวลาที่ท้องฟ้าปิดแบบนี้
ครั้งหนึ่ง…เมื่อหลายเดือนก่อน ขณะขับรถไปตามทางที่เคยชิน เหลือบมองไปบนท้องฟ้าและได้เห็นกับภาพที่เคยคุ้นตาภาพหนึ่งเวลาที่ดูนิทานหรืออ่านหนังสือเทพนิยายสมัยเด็กๆ .. ภาพนั้นคือภาพพระจันทร์เสี้ยวกับดาวหนึ่งดวงโคจรมาอยู่ใกล้ๆกัน .. แม้อาจจะเคยมองดวงจันทร์และดาวมาบ้างในบางคืน แต่ไม่เห็นมีคืนไหนที่พระจันทร์กับดาวจะโคจรมาอยู่ใกล้กันในลักษณะแบบนี้สักคืน เป็นภาพที่ดูสวยมากๆ แถมคืนนั้นทั้งดาวทั้งพระจันทร์ก็ดูจะแข่งกันส่องแสงสว่าง
มองไปอมยิ้มไปจนเพลินก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงแตรรถแท็กซี่คันข้างๆ ..เกือบจะไปเบียดด้วยซะแล้วเชียว… (แต่พี่แท็กซี่คงเข้าใจผิด คิดว่าจะไปปาดหน้ารถเค้ามั้ง เลยขับมาปาดหน้ารถเรากลับ เฮ้อ คุณพี่แท๊กซี่ขา หนูไม่ได้เจตนาน่ะคะ แบบว่ากำลังเคลิ้ม)
… ไม่เป็นไร ..ให้อภัย เพราะคืนนั้นพระจันทร์สวย


แล้ว…ดาวทะเลล่ะ ไม่เหมือนดาวภูเขายังไง …. ดาวทะเลจะดวงเล็กๆและมีน้อยกว่าดาวภูเขา … ดาวภูเขาจะมีมากและสว่างกว่า …

วันนี้คุยกับเพื่อนสาวตัวดี เพื่อนถามว่าเมื่อคืนเห็นฝนดาวตกหรือเปล่า …เอ๊ะ ไม่เห็นรู้เลยว่าเมื่อคืนมีฝนดาวตกด้วย …เพื่อนสาวเล่าต่อว่า…. “แต่ไม่เห็นหรอกน่ะ แล้วก็แอบขี้โกง อธิฐานไปแล้วด้วย...” อ่ะ เอาให้ได้อย่างคุณเธอสิ มีงี้ด้วย

“แล้วอธิฐานอะไรไปล่ะ” ..
“ไม่บอกได้ป่ะ” …เออ .. ดูมัน..แล้วจะเล่าทำไมเนี่ย

 
มีคำเปรียบเปรยว่า “เพื่อน” ก็เปรียบเสมือนดวงดาว เรามักจะมองไม่ค่อยเห็น เจอกันไม่บ่อย แต่เราก็รู้ว่ามันก็อยู่ตรงนั้น …แต่บางคนก็เปรียบดวงดาวเสมือนกับแสงสว่างนำทางให้ชีวิตที่เคยพบแต่ความมืดมิดกลับสดใส บ่อยครั้งเมื่อเราออกเดินทาง ..ก็ต้องพบเจอทั้งกลางวันและกลางคืน ..ดวงอาทิตย์ส่องแสงเหลือเฟื้อในตอนกลางวัน แต่จะเผื่อมาถึงตอนกลางคืนบ้างไหม.. กลางคืนช่างมืดมิด และน่ากลัว ..แต่บางคนก็ยังคงเลือกที่จะเดินทางต่อไปเรื่อยๆ แม้บางคืนจะมีแค่แสงไฟเล็กๆจากดวงดาวดวงเดียว แต่ก็ยังเป็นเหมือนเพื่อนที่จะคอยเดินทางตามเราไปทุกฝีก้าว เมื่อหันไปทางไหนก็เจอไม่รู้สึกเหงาและทำให้ค่ำคืนไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป…

เฮ้อ…เหนื่อยไหมดาว ที่ต้องเปรียบเป็นอะไรต่อมิอะไรของหลายๆคน

ดวงดาวมากมายที่อยู่บนท้องฟ้า จริงๆแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร ….
ดวงดาวทุกดวงจะหน้าตาเหมือนกันไหม …
ดาวที่เรามองเห็นเมื่อคืน จะใช่ดวงเดียวกับที่เรามองเห็นคืนนี้หรือเปล่า ….
ดาวที่เราเห็นตอนเรารู้สึกเสียใจ จะเป็นดวงเดียวกับที่เราเห็นตอนมีความสุขหรือเปล่า ….


…ถ้าดาวทุกดวงหน้าตาเหมือนกัน …คืนไหนที่เราแหงนหน้ามองบนท้องฟ้าแล้วเห็นดาวสว่างๆดวงหนึ่ง มันจะใช่ดาวดวงที่สว่างพอๆกันกับที่เราเห็นอีกคืนหรือเปล่า…

 
คนเราก็คงคล้ายๆกับดาว.. แม้ว่าดาวบางดวงจะถูกกลบด้วยก้อนเฆก หรือถูกบดบังด้วยแสงจันทร์ แต่ตรงไหนก็มีดาวอยู่เสมอ ..ถ้าเรามีตาสำหรับมองเห็นมัน..

edit @ 22 Mar 2009 16:23:45 by amino

เด็กน้อยกับฟองสบู่

posted on 22 Mar 2009 15:00 by amino-acid

เปรียบ "คนเรา" เหมือน ."เด็กน้อย"   "ทุกสิ่งในโลกนี้" เหมือน "ฟองสบู่" 

เด็กน้อยคนหนึ่ง ..  อยู่ในขอบอ่างน้ำ เห็นฟองสบู่สีรุ้งลอยสวย จึงเอื้อมมือไปคว้าฟองสบู่ .. มาถือเล่นอยู่บนฝ่ามือน้อยๆ สร้างความรู้สึก "ตื่นเต้นและยินดี" ยิ่งนัก

 

"สวยจังเลย ... ถูกใจที่สุดเลย" เด็กน้อยกล่าว

 

 

พลันฟองสวยใสสีรุ้ง .. ก็ "แตกหายวับ" ไป .. เด็กน้อยจึงรีบคว้าฟองสบู่ใบใหม่มาถือไว้ .. ฟองสบู่ก็ "แตกหายวับ" ไปอีก เด็กน้อยตกใจ .. นั่งร้องไห้ โกรธฟองสบู่ พลางกล่าวว่าฟองสบู่ต่างๆนานา

 

 

จาก เจ้าฟองสบู่แสนสวยสีรุ้ง หรือ "ความสุข"   กลายเป็น เจ้าฟองสบู่ใจร้าย ขี้โกหก หรือ "ความทุกข์" ถามว่า ฟองสบู่มันผิดตรงไหน?

 

ฟองสบู่ ก็คือ ฟองสบู่  "พองสวย ลอยอยู่ และแตกไป"  ..... "พองสวย ลอยอยู่ และแตกไป" .... มันก็เป็นเช่นนั้นเอง  เราไม่รู้หรอกว่า "ฟองสบู่" จะแตกสลายไปเมื่อใด หรือ จะลอยไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

 

รู้แต่เพียงว่า .. วินาทีนี้ ..  ฉันมีความสุขกับการเป่าฟองสบู่ และ ดูมันลอยล่องและค่อยๆหายวับไป

edit @ 22 Mar 2009 15:04:19 by amino

edit @ 22 Mar 2009 15:05:03 by amino

ทฤษฎีสีเทา

posted on 22 Mar 2009 14:45 by amino-acid

ในสมัยเด็ก .. เวลาที่เราเรียนวิชาวาดเขียน เราจะถูกสอนให้รู้จักหลักของการผสมสีที่ประกอบไปด้วย แม่สี 3 สี อันได้แก่ สีน้ำเงิน สีแดง และ สีเหลือง ซึ่งทั้ง 3 สีนี้จะไม่มีสีไหนในโลกที่สามารถมาผสมกันแล้วได้ออกมาเป็น 3 สีนี้

 

แต่เคยสงสัยบ้างไหมว่า แล้ว สีขาว กับ สีดำ ล่ะ .. 2 สีนี้ก็ไม่มีสีไหนในโลกที่นำมาผสมกันแล้วได้ออกมาเป็น สีขาว กับ สีดำ สนิทเลย .. แต่ 2 สีนี้ไม่ยักกะถูกเลือกให้เป็นแม่สีกับเค้าบ้าง หรือว่า 2 สีนี้ไม่ฉูดฉาดพอ .. คิดดู ถ้าไม่มีสีขาว แล้วจะเอาสีอะไรมาผสมกับสีแดงให้ออกมาเป็นสีชมพู .. คิดแล้วก็น่าน้อยใจแทนเจ้า 2 สีนี้จริงๆ

 

…. ถ้าเกิดว่าคุณมีกระดาษวาดรูปอยู่หนึ่งแผ่น .. มีสีอยู่ในมือหลากหลายสี แล้วให้ใช้สีวาดภาพที่สื่อถึงความรักของคุณ .. คุณจะเลือกใช้สีไหนในการวาดบ้าง  ภาพที่คุณวาดออกมา อย่างน้อยจะต้องปรากฏถึงสีใดสีหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในภาพ .. และนั้นจะเป็นสีที่บ่งบอกถึงความรักของคุณได้ดีที่สุด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เคยฟังเพลงทฤษฎีสีชมพูไหม พอฟังเพลงก็คิดตามเนื้อหาของเพลงว่า .. ทำไมคนเราส่วนใหญ่ถึงเปรียบเทียบความรักให้เป็น "สีชมพู" ทำไมไม่มองเป็นสีอื่นบ้าง

 

แล้วทำไมคู่กรณีในเพลงถึงเป็น สีเทา ....เวลาที่มีความรักเรามักจะมองอะไรเป็น "สีชมพู" ไปหมด  

 

 

ในทางกลับกัน คนที่ผิดหวังกับความรักที่ผ่านๆมา .. มักจะมองความรักเป็นสีเทา หรือ สีหม่นๆ ทึมๆ ..

 

แม้บางคนอาจจะเจอแต่รักที่ไม่สมประกอบทำให้มองความรักในแง่ลบจนกลายเป็นสีดำไปแล้ว แต่เชื่อว่าคนเราทุกคนย่อมมี สีขาว ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ….

 

สีขาว คือ ด้านบวก เป็นความรักที่บริสุทธิ์ รักจากพ่อแม่ และเช่นเดียวกับการรักตัวเอง
สีดำ คือ ด้านลบ อาจจะไม่ถึงกับเป็นคนไม่ดี แต่ ณ ภาวะจิตใจตอนนั้น คือยังติดลบกับความรักอยู่

 

 

เมื่อ 2 สีมาผสมกันในอัตราส่วนที่พอดี ก็จะกลายเป็น สีเทา ..   สีเทา อาจจะเป็นความรักที่ยังไม่ชัดเจน ยังไม่แน่ใจ ขาดความเชื่อมั่นในความรักอยู่บ้าง แต่เมื่อได้เข้ามาผสมกับสีที่โดดเด่นกว่าอย่าง "สีชมพู" มันก็ทำให้ความเข้มของสีชมพู กลบความซีดของสีเทาได้

 

เพราะคนเรามีทั้งข้อดีและข้อเสีย เฉกเช่นสีเทา .. ยังไงซะ ก็คงต้องมีวันที่มีสีที่เหมาะกับเรามาผสมเข้าด้วยกัน เพราะสีเทายังมีส่วนผสมของสีขาวเจือปนอยู่ .. คงไม่มีใครที่ชีวิตนี้จะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไปตลอด ไม่อย่างนั้นคงผสมกับสีอะไรก็ไม่ได้เลย

 

แล้วคุณคิดว่าความรักของคุณเป็นสีอะไร .. :)

edit @ 22 Mar 2009 14:54:54 by amino

edit @ 22 Mar 2009 14:55:44 by amino

edit @ 22 Mar 2009 14:56:11 by amino